สงครามคานาเอ ความพ่ายแพ้ของโรม

สงครามคานาเอ ความพ่ายแพ้ของโรม

หากจะพูดถึงชาติหรือเผ่าพันธุ์ที่เน้นการต่อสู้ การทำสงครามแล้ว เชื่อว่ากรุงโรมต้องเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางการทหารในยุคนั้นเลย การกรีฑาทัพไปทางไหนศัตรูต่างก็ต้องตื่นกลัวและพร้อมจะยอมแพ้ได้เลยทีเดียว แต่เชื่อไหมว่ากองทัพอันยิ่งใหญ่ของโรมก็เคยพ่ายแพ้แบบสิ้นท่าเหมือนกัน ฮันนิบาล แม่ทัพผู้เก่งกาจ หนึ่งในคู่ปรับสำคัญของกรุงโรมในตอนนั้น นั่นคือ กองทัพคาร์เธจ มักจะมีผู้นำทัพ หรือแม่ทัพเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊เกิดขึ้นมาเสมอ ซึ่งในบรรดาแม่ทัพเก่งกาจเหล่านั้น ที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้นคือ ฮันนิบาล แม่ทัพเป็นลูกชายของของ คาร์เทจ ชื่อว่า ฮามิลคาร์ บาร์กา ซึ่งผู้เป็นบิดาอย่าง บาร์กา นั้นได้เคี่ยวกรำสั่งสอนลูกชายทั้งสามอย่างเข้มงวดเพื่อสืบทอดปณิธานต่อไป โดยเฉพาะกับ ฮันนิบาล บุตรชายคนโตได้รับการเคี่ยวกรำเป็นพิเศษ จนทำให้กรุงโรมครานั้นต้องหวาดหวั่น ครั่นคร้ามในฝีมือของเค้าได้เลย วิธีการทูตผสมการรบ สิ่งหนึ่งที่ทำให้กรุงโรมต้องหวั่นเกรงนั่นคือ ฮันนิบาล เป็นแม่ทัพเชิงศึกดีมาก เห็นได้จากที่เค้านั้นได้มีการสร้างพันธมิตรรอบด้านกรุงโรม เพื่อสร้างกองทัพใหญ่ขึ้น รวมถึงสร้างเส้นทางพันธมิตรเพื่อขนถ่ายเสบียง มองหาแหล่งทรัพยากร และอื่นๆ อีกมาก เพื่อสร้างความพร้อมให้กับตัวเองมากที่สุดก่อนจะบุกกรุงโรม หากนครซากุนตัมไม่ปฏิเสธ ฮันนิบาลล่ะก็ กรุงโรมอาจจะเสียหายหนักก็เป็นได้ แล้วก็เป็น นครซากุนตัม นี่เองเป็นจุดชนวนให้ทาง ฮันนิบาล ต้องลงมือทางการสู้รบทางทหารเพื่อปราบให้สิ้น ความอึด อดทน เกินทน หากเป็นเรื่องการทหารแล้ว ฮันนิบาล และกองทัพของเค้านับว่าสร้างความเกรียงไกรมาได้ตลอดหลายปี หลังจากเค้าได้ประกาศสงครามกับทางโรมแล้ว ทางโรมต่างก็คิดว่า ฮันนิบาลจะบุกมาทางเรือ ทำให้เตรียมรับเต็มที่ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ฮันนิบาล นำพากองทัพของเค้าเดินทางพาเทือกเขาแอลป์อันหนาวเหน็บเพื่อจู่โจมกรุงโรม ไม่เพียงเท่านั้นระหว่างทางเค้าโดนชาวเขาจู่โจมด้วยแต่เค้าก็สามารถรอดมาได้ สงครามที่คานาเอ จากการเดินหน้าอย่างมีกลยุทธ์ของ ฮันนิบาล ทำให้ทาง โรม อยู่เฉยไม่ได้ เนื่องจากตอนนั้นเค้าเสียพันธมิตรไปเยอะมาก เลยทำให้พวกเค้าต้องระดมกองทัพใหญ่ถึง 100,000 นายเพื่อหวังจะบดขยี้กองทัพของ ฮันนิบาลให้ได้ แต่ปรากฏว่า ทัพจากกรุงโรมแตกพ่ายยับเยิน สูญเสียแม่ทัพและวุฒิสภาไปด้วยในศึกนั้น ซึ่งผลจากกความพ่ายแพ้ในศึกนี้ทำเอากรุงโรม หลอน แม่ทัพคนนี้ไปนานเลยทีเดียว

อาเดรียโนโปลิสความล้มสลายของโรมัน

อาเดรียโนโปลิสความล้มสลายของโรมัน

ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรไหนก็ตามต้องมีการพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดจนถึงคราวแตกสลายไปเลยก็มี แม้แต่อาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ เกรียงไกร มาตลอดหลายปีก็ตาม ก็มีวันที่จะต้องแตกดับไปเหมือนกัน ซึ่งจุดกำเนิดของการล่มสลายของอาณาจักรโรมันนั้นต้องเริ่มต้นที่ เมืองอาเดรียโนโปลิส ซึ่งเรื่องราวครั้งนี้ ต้องย้อนความก่อนว่าตอนนั้น โรมันถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายโรมันตะวันตกและโรมันตะวันออก ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีกษัตริย์ปกครองเป็นของตัวเอง ที่โรมันฝั่งตะวันออกเหนือขึ้นไป คั่นด้วยแม่น้ำดานูบ มีชนเผ่าหนึ่งชื่อว่า กอธ อาศัยอยู่เดิมทีทั้งสองฝ่ายต่างตั้งค่ายประจันหน้าดูสถานการณ์กันมานาน แต่ ชาวกอธ ได้ถูกชาวฮั่นยกทัพตีแตกพ่ายไม่เป็นท่าจนทำให้ชาวกอธ บางส่วนต้องอพยพหนีมา โรมันตะวันออก ซึ่งการอพยพมาหลายแสนคนแบบนี้ทำให้ฝ่ายโรมันตะวันออกเกิดความกังวลเรื่องการก่อจราจลขึ้น จึงได้มีการจัดงานเลี้ยงโดยนำผู้นำของกลุ่มชาวกอธมาเพื่อฆ่าทิ้ง ปรากฏว่ามีหัวหน้าบางคนหลบหนีไปได้ พร้อมกับนำความโกรธแค้นไปยังกลุ่มชาวกอธปลุกระดมให้ลุกฮือเพื่อต่อต้านที่เมืองอาเดรียโนโปลิสนั่นเอง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของโรมันในเวลาต่อมา

ยุทธวิธีอันเหลือเชื่อของ ฮันนิบาล

ยุทธวิธีอันเหลือเชื่อของ ฮันนิบาล

เรื่องของการศึกสงครามนั้น การรบราฆ่าฟันกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะได้เห็นกันอยู่แล้ว แต่ยุทธวิธีและกลยุทธ์นี่แหละที่จะทำให้สงครามนั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ซึ่งหากเป็นสงครามกับโรมแล้ว เชื่อว่ายุทธวิธีของกองทัพคาร์เธจ นำโดยแม่ทัพ ฮันนิบาล นั้นต้องติดอันดับแน่นอน แม่ทัพฮันนิบาลขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความเจนศึกสงคราม หนึ่งในไม้เด็ดของเค้านั่นคือการหากลยุทธ์ที่แม้แต่ข้าศึกยังคิดไม่ถึงเลย อย่างเช่น การยกทัพข้ามเขาฟิเรนิส กับเทือกเขาแอลป์ เอาแค่เดินธรรมดาก็ยากแล้ว แต่คราวนี้ทัพของฮันนิบาลเดินทัพฝ่าเทือกเขาดังกล่าวในฤดูหนาว เท่านั้นยังไม่พอ เค้าต้องรับกับชนเผ่าภูเขาของฝ่ายตรงข้ามด้วยนะ ยังไม่จบพอจะลงจากเขาพวกเค้าเจอศัตรูมาดักรออยู่แล้วปริมาณทหารมากกว่า กำลังใจทหาร แต่เชื่อไหม ฮันนิบาล พาทหารเหนื่อยล้าจากการเดินทางใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรจนสามารถเอาชนะศึกได้แถมยังเกือบได้หัวของแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามอีกต่างหาก นี่คือหนึ่งตัวอย่างกลยุทธ์ และยุทธวิธีการต่อสู้อันดุเดือดแม้แต่ฝ่ายตรงข้ามยังต้องอึ้ง เราต้องยอมรับในความกล้าหาญทั้งร่างกายและจิตใจจริงๆ